วันนี้ (31 มกราคม 2569) ที่มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการจัดเวที “เจียงใหม่ดีเบต เลือกตั้ง 69 กำหนดอนาคตประเทศไทย เชียงใหม่ต้องไปต่อ” โดยมีผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จาก 13 พรรคการเมือง เข้าร่วมเวทีแสดงวิสัยทัศน์ นโยบาย และแนวทางแก้ไขปัญหาสำคัญของพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้ง
ช่วงแรกของเวทีเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สมัครแนะนำตัวและกล่าวถึงนโยบายหลักที่ต้องการนำเสนอต่อประชาชน โดยประเด็นสำคัญที่ผู้จัดเวทีเปิดให้ผู้สมัครทุกพรรคเสนอแนวทางแก้ไข คือ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือมาอย่างต่อเนื่อง , ปัญหาการขาดระบบขนส่งมวลชนในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ ฯลฯ
“มาดามหยก” น.ส.กชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ กล่าวว่า พรรคก้าวอิสระเป็นกลุ่มอาสาสมัครที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่นและฝ่ายปกครองมาโดยตลอด มองว่าปัญหา PM2.5 มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย การแก้ไขต้องเริ่มจากตัวบุคคล ขณะเดียวกันในระดับมหภาค รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมและเท่าเทียมอย่างจริงจังกับทุกแหล่งที่ก่อมลพิษ ส่วนในระดับท้องถิ่น ผู้บริหารต้องมีความจริงจังในการแก้ไขปัญหา โดยยกตัวอย่างต่างประเทศที่ใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือในการต่อรองและควบคุมการเผา
นอกจากนี้ น.ส.กชพร ยังกล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดระบบขนส่งมวลชนในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ ว่าพรรคก้าวอิสระมีนโยบายใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน โดยเริ่มจากการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง หากอยู่ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะผลักดันให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดการปัญหาด้วยตนเอง เน้นการใช้รถ EV รถไฟฟ้า และการนำรถ Mini BRT มาใช้ พร้อมทั้งสนับสนุนการปรับรถตุ๊กตุ๊กซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของเมืองไทย ให้เปลี่ยนมาใช้ระบบไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อให้ยังคงอยู่คู่เมืองไทยควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนภายใน 90 วัน
ด้าน “หมอโจ้” น.พ.ธีพัฒน์ ตันติพิริยะกุล จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแก้ไขปัญหา PM2.5 จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตัดสินใจ โดยเฉพาะระบบ FireD ในการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้เผาหรือไม่ พร้อมทั้งกล่าวถึงพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ซึ่งได้ร่วมผลักดัน โดยกฎหมายดังกล่าวจะทำให้มีแหล่งข้อมูลที่ชัดเจน มีระบบการจองการเผา การตรวจวัดควันดำ การควบคุมมลพิษข้ามแดน และกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
ขณะที่ น.ส.พลอย เพ็ชรรัตน์ ใหม่ชมพู จากพรรคประชาชน กล่าวว่า หากพรรคประชาชนได้รับเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาล จะต้องรื้อระบบการจัดการปัญหา PM2.5 ใหม่ โดยเริ่มจากการรื้อระบบฐานข้อมูล เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงที่เกี่ยวข้องต่างคนต่างมีข้อมูลของตนเอง เสนอให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ เพื่อใช้วิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งรื้อระบบงบประมาณ โดยชี้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ป่าได้เขียนของบประมาณไปกว่าพันล้านบาท แต่กลับได้รับงบจริงเพียง 50–122 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น
ส่วน “ต๊ะ” นารากร ติยายน จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สาเหตุการเกิด PM2.5 เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว การแก้ไขปัญหาไม่จำเป็นต้องรื้อระบบใหม่ เพียงแค่ใช้กฎหมายจัดการอย่างเข้มงวด ทั้งในเชิงป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า โดยยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์และประเทศจีน โดยเฉพาะกรุงปักกิ่ง ซึ่งเมื่อกว่า 10 ปีก่อนประสบปัญหาฝุ่นควันรุนแรง แต่สามารถแก้ไขได้ พรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นว่าเชียงใหม่และประเทศไทยก็สามารถแก้ไขได้เช่นกัน หากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมสนับสนุนพระราชบัญญัติอากาศสะอาด พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พระราชบัญญัติโลกร้อน และพระราชบัญญัติเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาให้เป็นระบบเดียวกัน
เวทีดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับฟังแนวคิด นโยบาย และแนวทางแก้ไขปัญหาของผู้สมัครจากหลากหลายพรรคการเมือง ก่อนตัดสินใจเลือกผู้แทนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในอนาคต